ในที่สุด มหกรรมกีฬาอันยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุดแห่งมวลมนุษยชาติหรือโอลิมปิกเกมส์ก็ได้ฤกษ์เปิดฉากขึ้นแล้วเมื่อคืนวานนี้ ( ซึ่งตรงกับวันที่ 8 เดือน 8 ปี 2008 ) ที่สนามกีฬา"รังนก" ( Bird's Nest ) ในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน
เท่าที่ผมนั่งดูการถ่ายทอดสดการแสดงหลายๆ ชุด ในช่วงพิธ๊เปิดอยู่ 4 ชั่วโมงกว่าๆ เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา ก็รู้สึกว่าทางเจ้าภาพจีนนั้นจัดงานได้อย่างยิ่งใหญ่อลังการสมกับการรอคอยของผู้ชมทางบ้านจากทั่วโลก การแสดงต่างๆ ในภาพรวมสื่อให้เห็นถึงประวัติศาสตร์-วัฒนธรรมจีนที่ผสมผสานกับเทคนิค แสง-สี-เสียง ได้อย่างกลมกลืนน่าประทับใจ
โดยเฉพาะการแสดงตีกลองชุดนี้ที่ผมชอบมาก โดยเหล่าผู้แสดงจำนวน 2008 คนที่แสดงได้อย่างพร้อมเพรียงซึ่งเวลาตีกลองแล้วจะมีแสงวูบวาบขึ้นมา เพื่อเป็นการนับเวลาถอยหลังเข้าสู่การเปิดฉาก Beijing Olympic Games 2008 อย่างเป็นทางการในเวลา 2 ทุ่มตามเวลาที่จีน ( 8.00 PM, 08/08/2008 )
ไฮไลต์ที่ทุกคนเฝ้ารอในช่วงพิธีเปิดก็คงเป็นช่วงการจุดคบเพลิงซึ่งผู้จุดคบเพลิงคนสุดท้ายของจีนได้ใช้วิชาลอยตัวเหิรเวหาไปจุดชนวนคบเพลิง จนในที่สุด--ไฟโอลิมปิกก็ลุกโชติช่วงขึ้นบนกระถางคบเพลิงในสนาม เป็นอันจบพิธีเปิดได้อย่างสมบูรณ์แบบ
การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกส์คราวนี้เป็นครั้งที่ 29 แล้ว จะมีการชิงชัยในกีฬาประเภทต่างๆ ตั้งแต่วันที่ 8-24 สิงหาคมนี้ ใครที่เป็นพวกชอบดูกีฬาอย่างผมคงจะมีความสุขที่จะได้ดูกีฬานานาชนิดกันเต็มอิ่มตลอดเดือนนี้ ในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่งก็ขอส่งแรงใจช่วยเชียร์นักกีฬาไทยให้ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในการแข่งขัน โดยเฉพาะกีฬาที่เป็นความหวังอย่าง ยกน้ำหนักหญิง, มวย และ เทควันโด
วันนี้เอาคลิปเพลงการ์ตูนญี่ปุ่นยุค 1980's เรื่อง "ผีน้อยคิวทาโร่" มาให้ฟังกันครับ โดยการ์ตูนเรื่องนี้ ทางช่อง 9 ของบ้านเราเคยนำมาออกอากาศช่วงเช้าวันเสาร์-อาทิตย์อยู่พักใหญ่ๆ เลย คิดว่าหลายๆ คนที่ได้เคยดูการ์ตูนเรื่องนี้ยังคงจำความน่ารักปนทะเล้นของเจ้าผีน้อยคิวทาโร่กันได้ดี
การ์ตูนเรื่อง "ผีน้อยคิวทาโร่" เคยถูกนำมาผลิตเป็นภาควิดิโอเกมส์ของเครื่อง Famicom ให้เด็กๆ ในยุคนั้นได้เล่นกันด้วย ผมเองก็เคยเล่นเกมส์นี้เหมือนกันแต่ไม่เคยเคลียร์ได้สักครั้ง
หลายๆ คนคงจะพอทราบกันอยู่นะครับว่าในวันที่ 4 กรกฎาคมของทุกปีนั้นเป็นวันชาติของสหรัฐอเมริกา ( Independence Day) และในวันเดียวกันนี้เองของทุกๆ ปีที่มหานครนิวยอร์กก็จะมีการแข่งขันกินฮ็อตด็อก (Hot Dog) ชื่อดังรายการว่า "Nathan's Hot Dog Eating Contest" ซึ่งเป็นรายการแข่งขันกินฮ็อตด็อกอันเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1916 โน่นแล้ว
ในปี 2008 นี้ได้จัดเป็นครั้งที่ 93 แล้ว โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ ผู้เข้าแข่งขันจากญี่ปุ่นมักจะซิวเข็มขัด mustard-yellow ไปครอบครองเสียเป็นส่วนใหญ่ในฐานะที่กิน Hot Dog ได้จำนวนเยอะที่สุดภายในเวลา 12 นาที โดยเฉพาะนักกินชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งที่สร้างตำนานการกินในรายการนี้เพราะพี่แกเล่นครองแชมป์ติดต่อกันมา 6 ปีซ้อนนับตั้งแต่ปี 2001-2006 นั่นก็คือ ทาเครุ โคบะยะชิ ( Takeru Kobayashi ) ก่อนที่จะมาโดนล้มแชมป์โดยหนุ่มอเมริกันเจ้าถิ่น Joey Chestnut เมื่อปีที่แล้วนี่เอง (2007)
ดังนั้นในปี 2008 นี้จึงเป็นการ Rematch มาพบกันอีกครั้งหนึ่งของสุดยอดนักกินมืออาชีพ ( competetive eater ) ทั้ง 2 คนนี้ ที่ญี่ปุ่นตั้งแต่ทศวรรษ 1990's นั้น รายการแข่งขันทางทีวีที่ให้ผู้เข้าแข่งขันแข่งกันกินอาหารนานาชนิดอย่างราเม็ง, ซูชิ, ข้าวหน้าต่างๆ หรือขนม-ของหวาน เป็นที่นิยมแก่ผู้ชมทางบ้านมาก ทำให้ในภาษาญี่ปุ่นนั้นได้มีการบัญญัติคำศัพท์ขึ้นมาใหม่เพื่อเรียก"มนุษย์พันธุ์เขมือบ"เหล่านี้โดยเฉพาะว่า Food fighter [フードファイター] มีคำจำกัดความว่า "Food fighters" are people with extraordinary eating skills that allow them to consume food in large quantities and/or at high speeds. Like athletes, food fighters train everyday in order to win eating competitions.
ปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงกติกานิดหน่อยในเรื่องระยะเวลาจากเดิม 12 นาทีให้ลดลงเหลือ 10 นาที เมื่อกี้ผมเองก็พึ่งติดตามดูการถ่ายทอดสดการแข่งขันครั้งนี้ทางช่อง ESPN ของ UBC เมื่อตอนห้าทุ่มกว่าๆ ที่ผ่านมา ในฐานะที่เป็นคนเอเซียเหมือนกัน--ผมเองก็ลุ้นให้โคบะยะชิกลับมาเป็นแชมป์ให้ได้อีกหนหนึ่ง การแข่งขันเป็นไปอย่างสูสีคู่คี่มากเลยครับ หมดเวลา 10 นาทีแล้วทั้งโคบะยะชิและโจอี้กินได้เท่ากันที่ 59 ชิ้นทำให้ยังเสมอกันอยู่ เลยต้องมาตัดสินชี้ขาดอีกรอบเฉพาะ 2 คนนี้ว่าใครกิน Hot Dog อีก 5 ชิ้นหมดก่อนก็จะเป็นแชมป์ในปีนี้ไป ผลปรากฎว่า โจอี้ กินหมดก่อนเลยป้องกันแชมป์ไปได้เป็นครั้งแรกอย่างเฉียดฉิว แต่ดูทางโคบะยะชิก็ไม่ได้ดูเสียใจอะไรมากนัก เห็นให้สัมภาษณ์หลังแข่งกับโฆษกบนเวทีว่า "ปีหน้าจะกลับมาอีกแน่นอน"...ยังไงก็สู้ต่อไปน้ะ ทาเคชิ...เอ๊ย!! ทาเครุ
หลังจากที่สะดุดตาเข้ากับร้านราเม็งแห่งนี้เมื่อช่วงวันเสาร์ที่ผ่านมาตอนที่มาเดินเล่นย่านสยามสแควร์แต่ยังไม่สบโอกาสได้ลองเข้าไปชิมดู ช่วงบ่ายวันนี้ ตัวผม--ในฐานะคนที่ชอบกินราเม็งสไตล์ญี่ปุ่น--จึงทำตัวเองให้ท้องว่างๆ แล้วแวะเข้าไปใช้บริการฝากท้องที่ราเม็งเจ้านี้ดู ร้านที่ว่านี้มีชื่อว่า "KIN RAMEN" อยู่ฝั่งสยามสแคร์ ( ตรงข้ามกับสยามพารากอน) ติดกับถนนใหญ่เลย อยู่ใกล้กับบันไดทางเดินขึ้น-ลงรถสถานีไฟฟ้าด้วย ถ้าเดินมาจากทางมาบุญครอง ก็เดินมาเรื่อยๆ จนผ่านหน้าโรงหนังสยามมาแป๊บนึง ก็จะเจอร้านนี้
ทางเข้าร้านต้องเดินขึ้นบันไดเข้าไปนะครับ ตัวร้านจะอยู่บริเวณชั้น 2 กับชั้น 3 ผมเข้าไปใช้บริการตรงส่วนชั้น 2 ก็นั่งดูเมนูอยู่สักพักแล้วก็สั่งรายการเบสิคมาประเดิม นั่นก็คือ ชาชูราเม็ง ( Chashu Ramen) ชามที่เห็นนี่แหล่ะครับ รสชาติโดยรวมทั้งเส้น, เนื้อหมูและน้ำซุปถือว่าลงตัวดี, สอบผ่านครับ โดยเฉพาะไข่ต้มตรงส่วนไข่แดงนี่มันหนึบๆ หวานๆ แบบยางมะตูมเลย สนนราคาของชามนี้อยู่ที่ 180 บาทครับ
พูดถึงบรรยากาศภายในร้านก็ดูสะอาดดีมาก, แอร์เย็นสบายบวกกับแสงไฟนวลๆ สว่างสบายตาภายในร้านทำให้ร้านดูมีสไตล์คลาสสิกดีครับ มีทั้ง--ที่นั่งแบบเคาน์เตอร์สำหรับคนที่เข้ามาทานคนเดียว--และ--ที่นั่งแบบโต๊ะละ 4 คนสำหรับคนที่มากับเพื่อนฝูง ผมเองก็เข้าไปกินคนเดียวแหล่ะแต่ถือโอกาสไปนั่งที่โต๊ะใหญ่เพราะช่วงนั้นยังไม่ค่อยมีลูกค้าอยู่ในร้านมากนัก สอบถามพนักงานในร้านก็เลยรู้ว่า ร้านนี้พึ่งเปิดมาได้ 2 อาทิตย์กว่าๆ เองและราเม็งเจ้านี้ก็มีอีก 2 สาขาที่เปิดมาก่อนแล้วอยู่ที่ 1. สนามบินสุวรรณภูมิและที่ 2. ห้างคิงพาวเวอร์คอมเพล็กซ์ ซอยรางน้ำ
ข้างๆ โต๊ะที่บริเวณเคาน์เตอร์และโต๊ะใหญ่ที่ผมนั่งอยู่นั้นมีทีวีจอเล็กของ Sony ติดฝังอยู่กับผนังร้านด้วย แต่ว่าไม่มีรีโมตให้กดเปลี่ยนช่องนะครับและก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยจากทีวีด้วย เข้าใจว่าทางร้านคงติดประดับไว้ให้ดูกิ๊บเก๋ไฮโซเล่นๆ เท่านั้นมั้ง ร้านนี้ไม่ได้ขายแต่ราเม็งเท่านั้นน้ะ ยังขายอาหารพวกข้าวหน้าต่างๆ, ซูชิและปลาดิบด้วย แต่จุดขายหลักก็คงเป็นราเม็งนี่แหล่ะ อ้อ..ลืมบอกไป เนื่องจากทางร้านสาขานี้พึ่งเปิดใหม่ จึงมีโปรโมชั่นลด 10 % แบบไม่มีกำหนดสำหรับราเม็งทุกชามที่สั่งมากิน ว่างๆ ก็ลองแวะไปทานกันดูครับ คิดว่าไม่น่าจะผิดหวังกันนะครับสำหรับรสชาติของอาหารและบรรยากาศภายในร้านที่ดูมีสไตล์อย่างนี้
วันนี้เอาคลิปเพลงการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องหนึ่งมาฝากกันครับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับกีฬา "เคนโด้" (การต่อสู้ฟันดาบแบบญี่ปุ่น) ที่มีชื่อเรื่องว่า "ชื่อข้ามุซาชิ" ซึ่งตัวเอกของเรื่องก็คือ มุซาชิ--เจ้าหนูยอดนักเคนโด้นั่นเอง เป็นการ์ตูนที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามและจิตวิญญาณของนักสู้ที่เข้มข้นเรื่องหนึ่งเลย การ์ตูนเรื่องนี้เคยฉายทางทีวีช่อง 9 เมื่อหลายปีก่อนและเคยนำกลับมาฉายอีกทีทางช่องการ์ตูนของ UBC ด้วย
เพลง intro ของการ์ตูนเรื่องนี้
เพลงตอนจบ
การ์ตูนเรื่องนี้เคยนำมาทำในรูปแบบวิดิโอเกมส์ของเครื่อง Famicom ซึ่งผมเองเคยเล่นสมัยเด็กๆ ด้วย
ผมเองก็มีหนังสือการ์ตูนเรื่องนี้อยู่ในครอบครอง 2 เล่ม
เมื่อช่วงหัวค่ำที่ผ่านมา ผมกับทางบ้านได้ออกไปทานอาหารมื้อเย็นกันที่ร้านอาหารซีฟู้ดเก่าแก่ชื่อดังเจ้าหนึ่งของกรุงเทพฯ นั่นก็คือ ร้านสมบูรณ์โภชนา ( Somboon Seafood ) ซึ่งตัวผมเองพึ่งจะมีโอกาสได้มาทานอาหารที่ร้านนี้เป็นครั้งแรกเอง ร้านนี้มีอยู่ 4 สาขาเห็นจะได้ โดยผมได้ไปกินมาที่สาขาบรรทัดทอง เมื่อไปกินอาหารอร่อยๆ มา ก็เลยนำภาพบรรยากาศและอาหารรสเลิศมาฝากและยั่วน้ำลายให้ดูกันเล่นๆ ครับ เผื่อใครอยากไปกินบ้าง
อาหารที่ได้สั่งมากินก็มีดังนี้ครับ
ไปถึงที่ร้านประมาณทุ่มหนึ่ง ลูกค้าที่ร้านดูค่อนข้างหนาตาทั้งคนไทยและคนต่างชาติโดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นที่เห็นมานั่งทานกันอยู่หลายโต๊ะ ยังมีข้าวผัดปูกับปูไข่ที่สั่งมาอีกตัวหนึ่งที่ผมไม่ได้ถ่ายรูปไว้ ส่วนค่าเสียหายสำหรับอาหารมื้อนี้ เลขที่ออกก็คือ 2-2-2-6 (บาท) สรุปแล้วผมและสมาชิกทุกคนในบ้านต่างฟันธงเป็นเสียงเดียวกันว่า อาหารที่นี่สุดยอดความอร่อยและราคาเหมาะสม( สำหรับ 5 คนที่มากินด้วยกัน)
I've been tagged by Sofia
The rules are posted at the beginning. At the end of the post, the player tags 6 people and posts their names, then goes to their blog and leave a comment, letting them know they’ve been tagged and asking them to read your blog. Let the person who tagged you know when you’ve posted your answer.
1) What were you doing 10 years ago?
I was a third-year student in university. It's the most stressful period of my study life because my GPA was very low and I was nearly kick out, but finally, I survived and graduated in the next 3 years.
2) What are 5 things on your to-do-list?
a) Able to communicate in Intermediate Japanese. ( Currently, I can speak only English and Thai, my mother tounge)
b) Travelling in Europe and America.
c) Travelling across Japan. ( I have been to only "Tokyo surrounding areas" 2 years ago, I still wanna experience in other parts of this country)
d) Exercise. (as same as Sofia) I need to keep fit more. I'm rather plump right now.
e) Be successful in my career I choose.
3) Snacks you enjoy?

Glico Pocky--Chocolate flavour.
4) Places you have lived?
Apart from living at my home ( always the same home) in Nonthaburi, Thailand, I have lived in Brisbane, Australia for 9 months from October, 2003 - July, 2004. I have studied English, traveled around Oz, and did some part-time jobs at that time.
5) Things you would do if you were a billionaire?
Opening a new saving account at Swiss Bank. And then, I could be an absolutely carefree person and just do a job I really want to do. What's more, travelling to any places on earth I dream.
6) People you want to know more about?
Any nice and open-minded person.
ย้อนเวลากลับไปเมื่อราว 20 ปีที่แล้ว เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2530 (ผมพึ่งอยู่ ป.4 เอง) เด็กแนวยุคแรกๆ ของเมืองไทยอย่าง "เพชร โอสถานุเคราะห์" ก็ได้สร้างความแตกตื่นให้เกิดขึ้นในวงการเพลงไทยในยุคนั้นด้วยการเปิดตัวอัลบั้มเพลงชุด "ธรรมดา...มันเป็นเรื่องธรรมดา" โดยมีเพลงที่ถือได้ว่าแหวกแนว-ประหลาดล้ำมากๆ อย่างเพลงที่มีท่วงทำนองคล้าย"บทสวด"ที่มีชื่อเดียวกันกับอัลบั้ม หรือเพลงแนวดิสโก้เทคที่มีเนื้อร้องฮาๆ อย่าง "ดิ้นกันมั้ยลุง" เป็นตัวชูโรง
และเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ว่าแฟนเพลงยุคนี้ที่อาจจะยังเด็กเกินไปหรือเกิดไม่ทันเมื่อ 20 ปีที่แล้วจะได้มีโอกาสครอบครองผลงานเพลงที่ยังไม่ตกรุ่นชุดนี้ของปู่เพชร..เอ๊ย!! พี่เพชรที่แกได้ไปรีมาสเตอร์ผลงานเพลงชุดแรกของแกออกมาจำหน่ายใหม่เป็นซีดีเพลงเมื่อเร็วๆ นี้เอง ตัวผมเองก็ชื่นชอบ 2 เพลงนี้เอามากๆ ตั้งแต่ที่ได้ฟังเป็นครั้งแรกตอนเด็กๆ จนถึงทุกวันนี้ก็ยังชอบอยู่ ใครที่ชอบ 2 เพลงที่ว่านี้เหมือนกันก็ลองคลิกเข้าไปดูที่คลิปข้างล่างนี้ได้ครับซึ่งเป็นงานเปิดตัวการกลับมาอีกครั้งของอัลบั้มชุดนี้เมื่อช่วงเดือนมีนาคม 2551 ที่ผ่านมานี้เองครับ
ปกติผมเองก็ไม่ใช่คนที่ออกไปดูหนังตามโรงภาพยนตร์บ่อยเท่าไรนัก (ค่อนข้างเลือกเฟ้นพอสมควรครับว่าเป็นหนังแนวไหน เนื้อเรื่องเป็นอย่างไร ก่อนที่จะควักตังค์ตีตั๋วเข้าไปดู) และหนังไทย 2 เรื่องล่าสุดที่ได้ไปดูมาในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาก็ไม่ทำให้ผมผิดหวังแต่อย่างใด ดูแล้วสนุกสนานประทับใจกันไปคนละแบบ สองเรื่องที่ว่านี้ก็คือ
ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น--เป็นหนังวัยรุ่นที่ทำออกมาได้สนุกและน่ารักมากๆ มีมุขฮาๆ ขำๆ ตลอดทั้งเรื่อง เพลงประกอบในหนังก็เพราะ ถึงคนดูจะมีอายุเลยผ่านช่วงวัยรุ่นไปแล้วก็ดูได้อินดีครับถ้าเรายังมีจิตใจที่ยังเยาว์วัยอยู่ เดินออกมาจากโรงแล้วรู้สึกเบิกบานใจจริงๆ
สี่แพร่ง--ที่ประกอบไปด้วยหนังสั้นจำนวน 4 เรื่องว่าด้วยประเด็น "ความกลัว" ในสไตล์ที่ต่างกัน แต่พอเมื่อนำมารวมกันจนกลายเป็นหนังเรื่องนี้ก็ถือว่าลงตัวยิ่งนัก ทำให้คนดูแบบผมสามารถสัมผัสถึงอารมณ์ลึกๆ ของความกลัวในแบบที่หนังไทยเรื่องอื่นๆ ไม่เคยทำให้ผมรู้สึกเช่นนี้มาก่อน จัดได้ว่าเป็นหนังที่เล่นกับ"อารมณ์กลัว" ของคนดูได้เยี่ยมมากๆ ดูหนังจบออกมาจากโรงแล้ว ภาพหลอนๆ จากบางฉากยังฝังติดอยู่ในหัวจนถึงตอนเข้านอน
หนังสองเรื่องนี้ ผมว่าโกอินเตอร์ได้สบาย ใครที่พลาดไม่ได้ดู 2 เรื่องนี้ในโรงก็ไว้รอซื้อซีดีมาดูได้ครับ หนังไทยดีๆ มีคุณภาพต้องช่วยกันอุดหนุนหน่อยครับ จะได้มีคนทำหนังไทยดีๆ ออกมาให้พวกเราดูกันอีกเยอะๆ ผมเองก็กะจะซื้อเก็บไว้เหมือนกัน
Around 2 years ago, I have been to Japan, particularly in Tokyo surrounding areas. As everyone might know that "Tokyo's subway" is claimed to be the most complex subway network on earth. These 2 interesting clips of Tokyo subway seem to remind me of my experienes of riding on Japanese trains at that time. I reckon that when you guys watching this, it probably make you laugh for some reasons, like me, because sounds and BGMs are rather bizarre.

ว้าว ผมก็ชอบดูมากเลยครับ ดูทั้ง3ภาคเลยล่ะ ชอบมากเลย ทั้ง3ภาคตัวหลักจะใช้ลูกดิ่งเป็นอาวุธถูกแล้วครับแต่ปี2 เนี่ย เพื่อนนางเอกจะมีคนนึงใช้ลูกแก้วนะ ไม่ใช่ดาวกระจาย และอีกคนจะใช้หลายอย่าง ทั้งผ้า(ปาออกไปแล้วจะกางออก และคม) มีเล็บ และก็กระบองนะที่เคยเห็น read more
on สิงห์สาวนักสืบ