วันนี้เอาคลิปเพลงการ์ตูนญี่ปุ่นยุค 1980's เรื่อง "ผีน้อยคิวทาโร่" มาให้ฟังกันครับ โดยการ์ตูนเรื่องนี้ ทางช่อง 9 ของบ้านเราเคยนำมาออกอากาศช่วงเช้าวันเสาร์-อาทิตย์อยู่พักใหญ่ๆ เลย คิดว่าหลายๆ คนที่ได้เคยดูการ์ตูนเรื่องนี้ยังคงจำความน่ารักปนทะเล้นของเจ้าผีน้อยคิวทาโร่กันได้ดี
การ์ตูนเรื่อง "ผีน้อยคิวทาโร่" เคยถูกนำมาผลิตเป็นภาควิดิโอเกมส์ของเครื่อง Famicom ให้เด็กๆ ในยุคนั้นได้เล่นกันด้วย ผมเองก็เคยเล่นเกมส์นี้เหมือนกันแต่ไม่เคยเคลียร์ได้สักครั้ง
หลายๆ คนคงจะพอทราบกันอยู่นะครับว่าในวันที่ 4 กรกฎาคมของทุกปีนั้นเป็นวันชาติของสหรัฐอเมริกา ( Independence Day) และในวันเดียวกันนี้เองของทุกๆ ปีที่มหานครนิวยอร์กก็จะมีการแข่งขันกินฮ็อตด็อก (Hot Dog) ชื่อดังรายการว่า "Nathan's Hot Dog Eating Contest" ซึ่งเป็นรายการแข่งขันกินฮ็อตด็อกอันเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1916 โน่นแล้ว
ในปี 2008 นี้ได้จัดเป็นครั้งที่ 93 แล้ว โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ ผู้เข้าแข่งขันจากญี่ปุ่นมักจะซิวเข็มขัด mustard-yellow ไปครอบครองเสียเป็นส่วนใหญ่ในฐานะที่กิน Hot Dog ได้จำนวนเยอะที่สุดภายในเวลา 12 นาที โดยเฉพาะนักกินชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งที่สร้างตำนานการกินในรายการนี้เพราะพี่แกเล่นครองแชมป์ติดต่อกันมา 6 ปีซ้อนนับตั้งแต่ปี 2001-2006 นั่นก็คือ ทาเครุ โคบะยะชิ ( Takeru Kobayashi ) ก่อนที่จะมาโดนล้มแชมป์โดยหนุ่มอเมริกันเจ้าถิ่น Joey Chestnut เมื่อปีที่แล้วนี่เอง (2007)
ดังนั้นในปี 2008 นี้จึงเป็นการ Rematch มาพบกันอีกครั้งหนึ่งของสุดยอดนักกินมืออาชีพ ( competetive eater ) ทั้ง 2 คนนี้ ที่ญี่ปุ่นตั้งแต่ทศวรรษ 1990's นั้น รายการแข่งขันทางทีวีที่ให้ผู้เข้าแข่งขันแข่งกันกินอาหารนานาชนิดอย่างราเม็ง, ซูชิ, ข้าวหน้าต่างๆ หรือขนม-ของหวาน เป็นที่นิยมแก่ผู้ชมทางบ้านมาก ทำให้ในภาษาญี่ปุ่นนั้นได้มีการบัญญัติคำศัพท์ขึ้นมาใหม่เพื่อเรียก"มนุษย์พันธุ์เขมือบ"เหล่านี้โดยเฉพาะว่า Food fighter [フードファイター] มีคำจำกัดความว่า "Food fighters" are people with extraordinary eating skills that allow them to consume food in large quantities and/or at high speeds. Like athletes, food fighters train everyday in order to win eating competitions.
ปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงกติกานิดหน่อยในเรื่องระยะเวลาจากเดิม 12 นาทีให้ลดลงเหลือ 10 นาที เมื่อกี้ผมเองก็พึ่งติดตามดูการถ่ายทอดสดการแข่งขันครั้งนี้ทางช่อง ESPN ของ UBC เมื่อตอนห้าทุ่มกว่าๆ ที่ผ่านมา ในฐานะที่เป็นคนเอเซียเหมือนกัน--ผมเองก็ลุ้นให้โคบะยะชิกลับมาเป็นแชมป์ให้ได้อีกหนหนึ่ง การแข่งขันเป็นไปอย่างสูสีคู่คี่มากเลยครับ หมดเวลา 10 นาทีแล้วทั้งโคบะยะชิและโจอี้กินได้เท่ากันที่ 59 ชิ้นทำให้ยังเสมอกันอยู่ เลยต้องมาตัดสินชี้ขาดอีกรอบเฉพาะ 2 คนนี้ว่าใครกิน Hot Dog อีก 5 ชิ้นหมดก่อนก็จะเป็นแชมป์ในปีนี้ไป ผลปรากฎว่า โจอี้ กินหมดก่อนเลยป้องกันแชมป์ไปได้เป็นครั้งแรกอย่างเฉียดฉิว แต่ดูทางโคบะยะชิก็ไม่ได้ดูเสียใจอะไรมากนัก เห็นให้สัมภาษณ์หลังแข่งกับโฆษกบนเวทีว่า "ปีหน้าจะกลับมาอีกแน่นอน"...ยังไงก็สู้ต่อไปน้ะ ทาเคชิ...เอ๊ย!! ทาเครุ
หลังจากที่สะดุดตาเข้ากับร้านราเม็งแห่งนี้เมื่อช่วงวันเสาร์ที่ผ่านมาตอนที่มาเดินเล่นย่านสยามสแควร์แต่ยังไม่สบโอกาสได้ลองเข้าไปชิมดู ช่วงบ่ายวันนี้ ตัวผม--ในฐานะคนที่ชอบกินราเม็งสไตล์ญี่ปุ่น--จึงทำตัวเองให้ท้องว่างๆ แล้วแวะเข้าไปใช้บริการฝากท้องที่ราเม็งเจ้านี้ดู ร้านที่ว่านี้มีชื่อว่า "KIN RAMEN" อยู่ฝั่งสยามสแคร์ ( ตรงข้ามกับสยามพารากอน) ติดกับถนนใหญ่เลย อยู่ใกล้กับบันไดทางเดินขึ้น-ลงรถสถานีไฟฟ้าด้วย ถ้าเดินมาจากทางมาบุญครอง ก็เดินมาเรื่อยๆ จนผ่านหน้าโรงหนังสยามมาแป๊บนึง ก็จะเจอร้านนี้
ทางเข้าร้านต้องเดินขึ้นบันไดเข้าไปนะครับ ตัวร้านจะอยู่บริเวณชั้น 2 กับชั้น 3 ผมเข้าไปใช้บริการตรงส่วนชั้น 2 ก็นั่งดูเมนูอยู่สักพักแล้วก็สั่งรายการเบสิคมาประเดิม นั่นก็คือ ชาชูราเม็ง ( Chashu Ramen) ชามที่เห็นนี่แหล่ะครับ รสชาติโดยรวมทั้งเส้น, เนื้อหมูและน้ำซุปถือว่าลงตัวดี, สอบผ่านครับ โดยเฉพาะไข่ต้มตรงส่วนไข่แดงนี่มันหนึบๆ หวานๆ แบบยางมะตูมเลย สนนราคาของชามนี้อยู่ที่ 180 บาทครับ
พูดถึงบรรยากาศภายในร้านก็ดูสะอาดดีมาก, แอร์เย็นสบายบวกกับแสงไฟนวลๆ สว่างสบายตาภายในร้านทำให้ร้านดูมีสไตล์คลาสสิกดีครับ มีทั้ง--ที่นั่งแบบเคาน์เตอร์สำหรับคนที่เข้ามาทานคนเดียว--และ--ที่นั่งแบบโต๊ะละ 4 คนสำหรับคนที่มากับเพื่อนฝูง ผมเองก็เข้าไปกินคนเดียวแหล่ะแต่ถือโอกาสไปนั่งที่โต๊ะใหญ่เพราะช่วงนั้นยังไม่ค่อยมีลูกค้าอยู่ในร้านมากนัก สอบถามพนักงานในร้านก็เลยรู้ว่า ร้านนี้พึ่งเปิดมาได้ 2 อาทิตย์กว่าๆ เองและราเม็งเจ้านี้ก็มีอีก 2 สาขาที่เปิดมาก่อนแล้วอยู่ที่ 1. สนามบินสุวรรณภูมิและที่ 2. ห้างคิงพาวเวอร์คอมเพล็กซ์ ซอยรางน้ำ
ข้างๆ โต๊ะที่บริเวณเคาน์เตอร์และโต๊ะใหญ่ที่ผมนั่งอยู่นั้นมีทีวีจอเล็กของ Sony ติดฝังอยู่กับผนังร้านด้วย แต่ว่าไม่มีรีโมตให้กดเปลี่ยนช่องนะครับและก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยจากทีวีด้วย เข้าใจว่าทางร้านคงติดประดับไว้ให้ดูกิ๊บเก๋ไฮโซเล่นๆ เท่านั้นมั้ง ร้านนี้ไม่ได้ขายแต่ราเม็งเท่านั้นน้ะ ยังขายอาหารพวกข้าวหน้าต่างๆ, ซูชิและปลาดิบด้วย แต่จุดขายหลักก็คงเป็นราเม็งนี่แหล่ะ อ้อ..ลืมบอกไป เนื่องจากทางร้านสาขานี้พึ่งเปิดใหม่ จึงมีโปรโมชั่นลด 10 % แบบไม่มีกำหนดสำหรับราเม็งทุกชามที่สั่งมากิน ว่างๆ ก็ลองแวะไปทานกันดูครับ คิดว่าไม่น่าจะผิดหวังกันนะครับสำหรับรสชาติของอาหารและบรรยากาศภายในร้านที่ดูมีสไตล์อย่างนี้